กรกฎาคม 15, 2024

ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวหุ้น การเงิน การลงทุน ตลาดคริปโต ล่าสุดทั้งในไทยและทั่วโลก

ตามติดทวิตเตอร์ หลัง “อีลอน มัสก์” เจ้าของคนใหม่ย้ำแจกเสรีภาพการพูด

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่านายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเทสลา จะเป็นเจ้าของคนใหม่ของบริษัททวิตเตอร์ หลังจากที่คณะกรรมการบริหารของทวิตเตอร์ยอมรับข้อเสนอการซื้อกิจการของนายมัสก์ โดยข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าถึง 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์และจะชำระเป็นเงินสด

เหตุใดบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างอีลอน มัสก์ ผู้เป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีทั้งเทสลา และสเปซเอ็กซ์ ถึงสนใจบริษัทแพลตฟอร์มโซเชียลที่ไม่ใช่เบอร์หนึ่งของตลาด และหลายฝ่ายมีมุมมองกับเรื่องนี้อย่างไร In Focus สัปดาห์นี้จะพาไปค้นหาเรื่องดังกล่าว

*ทำไมต้องซื้อทวิตเตอร์

นายมัสก์ซึ่งมีผู้ติดตามบนทวิตเตอร์เกือบ 86 ล้านคนได้ประกาศเข้าซื้อบริษัททวิตเตอร์ โดยตกลงที่จะซื้อหุ้นของทวิตเตอร์ทั้งหมดในราคา 54.20 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าข้อตกลงทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้นายมัสก์เป็นผู้ถือหุ้น 100% ของทวิตเตอร์ และทวิตเตอร์จะถูกปรับโครงสร้างจากบริษัทมหาชนกลายเป็นบริษัทเอกชนอีกครั้ง

นายมัสก์ระบุว่า ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มทวิตเตอร์เพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการพูด และการทำให้ทวิตเตอร์กลายเป็นบริษัทเอกชนนั้นจะทำให้นายมัสก์สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องสนใจความเห็นของนักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล หรือผู้อื่น

แม้ว่าทวิตเตอร์จะไม่ใช่แพลตฟอร์มโซเชียลใหญ่ที่สุด โดยมีผู้ใช้ประมาณ 217 ล้านคนต่อวัน น้อยกว่าหลักพันล้านคนของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม แต่ทวิตเตอร์ก็เป็นแพลตฟอร์มที่บรรดาผู้นำทางการเมือง บริษัทต่าง ๆ รวมถึงเหล่าเซเลบริตี้ ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และทำให้ตนเองเป็นที่รู้จัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านตัวเลขรายได้ จะพบว่าทวิตเตอร์เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนถึง 8 ใน 10 ปีหลังสุด แต่นายมัสก์กล่าวว่า เขาไม่ได้สนใจเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

เชื่อกันว่าหนึ่งในเหตุผลที่นายมัสก์ตัดสินใจซื้อทวิตเตอร์แทนที่จะสร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตัวเอง (เหมือนที่อดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ทำ) ก็เพราะรูปแบบและฐานผู้ใช้งานของทวิตเตอร์ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากที่จะมีแพลตฟอร์มใดสามารถทำได้คล้ายกัน

ขณะนี้อาจจะยังไม่มีความแน่นอนเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ อยู่มาก และจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังข้อตกลงทั้งหมดเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่เกินปีนี้ ถึงตอนนั้นเราจะได้เห็นกันว่า แพลตฟอร์มเพื่อเสรีภาพในการพูดภายใต้การบริหารของบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนั้น จะออกมามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร